เปิดปฎิทินเลือกตั้งใหญ่

เปิดปฏิทินเลือกตั้งใหญ่”1เสียง”ขจัดความขัดแย้งในสังคม?

การกำหนดทิศทางของประเทศด้วยมือของประชาชนต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ รวมถึงการเดินออกมารักษาสิทธิที่ประชาชนมีอยู่ในมือ…

โดย….นิติพันธุ์ สุขอรุณ

การประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้ทุกฝ่ายต่างพากันวอร์มเครื่อง เตรียมความพร้อมกันทั้งในส่วนของพรรคการเมืองที่จะต้องส่งผู้สมัครลงแข่งขัน และตัวผู้สมัครส.ส.กับฐานเสียงในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีภาระหน้าที่หนักที่สุดในการเตรียมการการเลือกตั้ง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายหลังจากที่มีศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 9 ต่อ 0 วินิจฉัยให้ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่..) พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่ากฏหมายลูกทั้ง 3 ฉบับถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและไม่มีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐ ธรรมนูญ

ปฏิทินสำหรับการเลือกตั้งจึงถูกเปิดขึ้น หลังจากนี้ เมื่อมีพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฎร โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค.54 ทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดวันเปิดรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เป็นเวลา 5 วัน ต่อจากนั้นจะเปิดรับสมัครส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง อีก 5 วัน ซึ่งต้องกำหนดให้การรับสมัครทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่เกิน 20 วัน นับจากวันที่พระราชกฤษฏีกา

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า จะ เปิดให้มีการสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 พ.ค.54 เวลา 08.30 – 16.30 น.ที่สนามกีฬาไทย – ญี่ปุ่น (ดินแดง) และเปิดรับสมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ระหว่างวันที่ 24-28 พ.ค.54 เวลา08.30 – 16.30 น. ที่ผอ.กต.เขตเลือกตั้งกำหนด

ทั้งนี้การลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าจะมีขึ้น เพียง 1 วัน คือในวันที่ 26 มิ.ย.54 เวลา 08.00-15.00 น. ส่วนสถานที่ลงคะแนน จะจัดในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ทันกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.

ในส่วนงบประมาณจำนวน 3,817 ล้านบาท ที่ต้องใช้จัดการเลือกตั้ง จะถูกแบ่งมาใช้ในเรื่องของการจัดหน่วยเลือกตั้งจำนวน 94,000 หน่วย เขตเลือกตั้งจำนวน 375 หน่วย และมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 48 ล้านคน ทั้งนี้ยังมีค่าตอบแทนของกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยที่ต้องเพิ่มขึ้นจาก 250 บาท/วัน เป็น 300 บาท/วัน และยังต้องมีการใช้ในส่วนด้านกิจการสืบสวนสอบสวน ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เตรียมความพร้อมจับตากับซุ้มมือปืนอย่างเต็มที่ เพราะคาดว่าการเลือกตั้งจะมีความรุนแรงและการทุจริตซื้อเสียงมากขึ้น

อีกอึดใจเดียวสำหรับการกำหนดทิศทางของประเทศด้วยมือของประชาชนต่อจากนี้ ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ของนักการเมืองเป็นสำคัญ รวมถึงการเดินออกมารักษาสิทธิที่ประชาชนมีอยู่ในมือ แม้เพียง 1 คะแนนเสียง ก็สามารถเดินหน้าพัฒนาประเทศ ลดปัญหาความขัดแย้งในสังคมจนหลุดพ้นเป็นประเทศที่ก้าวหน้าแล้วได้อย่าง ยั่งยืน

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

นายกอภิสิทธิ์ฯ แถลงคำประกาศยุบสภา

มาร์ควอนทุกฝ่ายร่วมเดินหน้าประเทศ
รวบรวม รายงาน : เจะอามิง โตะตาหยง

อภิสิทธิ์แถลงคำประกาศยุบสภาผ่านช่อง 11 วอนทุกฝ่ายยึดผลประโยชน์ส่วนรวม ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ไม่เดินออกนอกกฎหมาย ปลุกปั่นสร้างความขัดแย้ง

เมื่อเวลา 20.30น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงคำประกาศเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง11 กรมประชาสัมพันธ์ ภายหลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ตรา พ.ร.ฎ.ยุบสภาสภาผู้แทนราษฎรโดยมีผลบังคับใช้หลังประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 10 พ.ค.นี้ และ จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 ก.ค. 2554

ทั้งนี้ นายกฯ ได้กล่าวถึงแนวทางการร่วมกันเดินหน้าประเทศสู่การเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.ดังนี้

“สำหรับผม ผมเชื่อว่าการยุบสภาครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่ด้วย เป็นการเริ่มต้นสำหรับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการเริ่มต้นเดินหน้าประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและ ครอบครัว…ผมจึงประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง และด้วยความหวังว่าพี่น้องประชาชนชาวไทยจะได้ใช้โอกาสที่สำคัญในครั้งนี้ ในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า” นายกฯ กล่าว โดยเป็นการยืนยันถึงการรักษาคำพูดตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนในการ ประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนที่จะครบวาระ

นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวยืนยันว่าประชาชนสามารถมีทางเลือกที่แท้จริงจากการ เลือกตั้งนี้ในการตัดสินใจว่าจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปอย่างไร พร้อมยืนยันว่า ครอบครัวคนไทยทั่วประเทศต่างเผชิญหน้าในปัญหาเดียวกันซึ่งต้องได้รับการ แก้ไขโดยทันที “ผมตระหนักดีว่าในปัจจุบันนี้ พี่น้องประชาชนและครอบครัวจำนวนมาก ยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพ ข้าวของแพง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และรอคอยที่จะได้มีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้… ถามว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นที่พอใจหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ตราบใดที่ยังมีพี่น้องประชาชนและครอบครัว …ยังคงมีปัญหา … เราพอใจไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันเราก็พูดได้ว่า การแก้ไขปัญหาปูทางไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ดี เป็นงานที่เราได้เริ่มต้นแล้ว”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวชัดเจนว่าทั้งหมดนี้และประชาชนคนไทยและครอบครัวยังคงหวังให้รัฐบาลเดิน หน้าทำงานต่อไปเพื่อยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ “วันนี้ผมจึงบอกได้ว่าแม้เรายังมีงานต้องทำอีกมาก แต่เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ และวันนี้การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน จึงเป็นการตัดสินใจว่า วิธีที่ดีที่สุดในการเดินหน้าประเทศไทย แก้ไขปัญหานั้นคืออะไร” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ได้อธิบายในแถลงการณ์ถึงความมั่นใจว่าการเลือกตั้ง ครั้งนี้เป็นการสร้างโอกาสครั้งใหญ่ให้กับประเทศในการให้ประเทศเดินหน้าต่อ ไปเพื่อพี่น้องประชาชนและครอบครัวบนพื้นฐานของความคืบหน้าจากการทำงานใน 2 ปีกว่าที่ผ่านมา โดยได้กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลที่ได้เริ่มต้นในนโยบายเรียนฟรี 15 ปี โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ประกันรายได้เกษตรกร ประกันภัยพืชผล การดูแลลูกหลานโดยการปราบปรามกวาดล้างยาเสพติด และเริ่มต้นการยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนแล้วอย่างแท้จริง

แถลงการณ์คืนนี้ยังได้ระบุถึงความสำคัญของการให้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงออกถึงความต้องการผ่านการเลือกตั้ง “การ ตัดสินใจในวันนี้ในการเดินหน้าประเทศ จึงเป็นการตัดสินใจว่า เราจะให้ประเทศของเรานั้นเดินไปในทิศทางไหน จะเดินไปข้างหน้า หรือจะเดินถอยหลัง หรือจะเดินวนจมปลักอยู่กับปัญหาความขัดแย้งที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งทำให้ปัญหาอีกหลาย ๆ อย่างของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้รับการแก้ไข”

“ผมหวังว่าไม่ว่าประชาชนที่ฟังอยู่จะนิยมชม ชอบพรรคการเมืองใด หรือใส่เสื้อสีอะไร เราน่าจะเห็นตรงกันในบางเรื่องผมคิดว่าเราควรจะเห็นตรงกันว่าหลังจากวันนี้ ไป การเมืองการปกครองของไทยนั้นต้องยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยไม่เดินออกนอก เส้นทาง ไม่เดินออกนอกรัฐธรรมนูญ ไม่เดินออกนอกกฎหมาย และใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล มาบริหารประเทศ จะต้องยึดมั่นผลประโยชน์ของส่วนรวม และผลประโยชน์ประเทศเท่านั้น ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวตน ของพวกพ้อง ของพรรค”

ทั้งนี้ เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกพรรคการเมืองควรที่จะเห็นชอบด้วยได้แก่การนำปัญหา ของประชาชนให้อยู่เหนือปัญหาทางการเมือง หรือของบุคคล หรือพวกพ้อง นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงความประสงค์ที่จะเห็นทุกพรรคการเมืองร่วมทำงาน เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรของความขัดแย้งและให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไป ได้

นายอภิสิทธิ์ได้สรุปการแถลงการณ์โดยการแสดงความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ และความภาคภูมิใจจากการได้รับใช้ประเทศชาติในฐานะนายกรัฐมนตรีใน 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา

“บางวันเป็นวันที่ผมทำงานและมีความสำเร็จ ผลประโยชน์ต่าง ๆ ตกสู่พี่น้องประชาชน นั่นคือความภาคภูมิใจ นั่นคือความพึงพอใจ ของคนที่เป็นนักการเมืองอาชีพของผม แต่อีกหลายวันผมทราบดีว่างานของผมไม่ประสบความสำเร็จ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น บางวันก็ทำให้พี่น้องประชาชนหลายส่วนผิดหวัง แต่ไม่ว่าจะเป็นวันที่พี่น้องประชาชนสมหวัง หรือผิดหวังนั้น ขอให้มั่นใจได้ว่า ผมได้ทำเต็มความสามารถ เพื่อที่จะตอบแทนสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้มอบให้ผม…..ผมมีความเชื่อมั่นใน การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน” นายอภิสิทธิ์กล่าวในตอนท้าย

ที่มา : โพสต์ทูเดย์

รัฐบาลจัดงานเลี้ยงสโมสรสันนิบาต

รัฐบาลจัดเลี้ยงงานสันนิบาต

รัฐบาลจัดงานเลี้ยงสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ”ในหลวง” นายกฯ เป็นประธานกล่าวคำถวายราชสดุดี และถวายพระพรชัยมงคล

เมื่อ เวลา 19.00 น.วันที่ 5 พ.ค.ที่ตึกสันไมตรีหลังนอก ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และภริยา เป็นประธานการจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล มีองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ นักการเมือง คณะทูตานุทูตเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยนายกฯ ได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้หน้าพระบรมสาทิสลักษณ์ ก่อนจะกล่าวคำถวายราชสดุดี และถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม เนื่องในอภิลักขิตมงคลสมัยที่วันฉัตรมงคลเวียนมาบรรจบครบรอบปีอีกวาระหนึ่ง ในวันที่ 5 พ.ค.2554 นี้ ข้าพระพุทธเจ้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี คู่สมรส คณะทูตานุทูต ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปลาบปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มาร่วมงานสโมสรสันนิบาตแสดงความจงรัก ภักดี และถวายพระพรชัยมงคลแด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เช่นที่ได้ประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี

ตลอด ระยะเวลากว่าหกทศวรรษ นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ ทรงแสดงให้เป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอดว่า ทรงเป็นประมุขที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ และความรักความสามัคคีของคนในชาติ ทรงเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยหลักทศพิธราชธรรมอย่างสม่ำเสมอ ทรงรักและทรงห่วงใยในทุกข์สุขของราษฎรทุกหมู่เหล่า และมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวงให้ลุล่วง สมดังพระปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” แม้ว่ากาลเวลาได้ล่วงเลยมายาวนานจวบจนปัจจุบัน ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทก็ยังทรงพระกรุณาทรงงานเพื่ออาณาประชาราษฎร์ไม่เคย เปลี่ยนแปลง ยังทรงรับฟังรายงานสถานการณ์ต่างๆ จากข้าราชการและบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่เป็นประจำ ในยามที่พสกนิกรประสบภัยพิบัติ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทก็ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์และพระบรม ราชานุเคราะห์แก่ราษฎรอย่างทันท่วงที

ตลอดทั้งยังทรงพระกรุณาพระราช ทานแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ของราษฎรอย่างต่อเนื่อง พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาททรงพระวิริยะอุตสาหะทำนุ บำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้มีความผาสุกร่มเย็นโดยถ้วนหน้า ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์ และเอื้ออำนวยผลให้พสกนิกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ในท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน อันเป็นหนทางที่ก่อให้เกิดความสงบสุข และความอยู่ดีกินดีที่ยั่งยืน ปวงชนชาวไทยต่างแซ่ซ้องสดุดีและประจักษ์ว่า ทุกสิ่งที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้พระราชทานแก่ปวงพสกนิกรนั้น ล้วนมาจากพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตากรุณา ทรงมุ่งหมายให้ปวงประชาดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และเกิดการพัฒนาประเทศที่สมดุลและยั่งยืน อาณาประชาราษฎร์จึงเทิดทูนใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทไว้เหนือเกล้าเหนือ กระหม่อม และต่างมุ่งมั่นที่จะเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ร่วมกันพัฒนาและสร้างสรรค์จรรโลงสังคมไทยให้มีความร่มเย็นก้าวหน้า เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองของปวงชนชาวไทยสืบต่อไป

ในวาระมิ่งมงคล แห่งวันฉัตรมงคล พ.ศ.2554 ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายพระพรชัยมงคล ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสรรพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดดลบันดาลประทานชัยมงคลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญ พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ ทรงสถิตสถาพรในไอศูรย์สิริราชสมบัติ ทรงดำรงเป็นหลักรวมใจแห่งชาติและพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนาน และขอเชิญชวนผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานสโมสรสันนิบาตดื่มถวายพระพรชัยมงคล เพื่อความเป็นสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมงานได้ดื่มถวายพระพร.

ยิ่งลักษณ์ ลงนาม ”ถอดยศ”บุคคลอื่น แต่ไม่ถอดยศ ทักษิณ ฯ

ยิ่งลักษณ์ ลงนาม ”ถอดยศ”บุคคลอื่น แต่ไม่ถอดยศ ทักษิณ ฯ

“ยิ่งลักษณ์”ลงนามสนองพระบรมราชโองการ
ถอดยศทหาร เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
4 นายทหาร ทบ.
วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วันที่ 21 ธันวาคม 2554 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จำนวน 5 ฉบับ

ประกาศฉบับแรก ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรี ประจวบ เกิดคง สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่ง ปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ ๗ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศ ณ วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ประกาศฉบับที่สอง ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด นาวาอากาศโท สันติ ปิติพร สังกัดกองทัพอากาศ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่ง ปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ซึ่งบุคคลดังกล่าว ได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ประกาศฉบับที่สาม ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันเอก เอกลาภ หลิมรัตน์ สังกัดกองทัพบก ออกเสียจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่ ศาลทหารสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก เนื่องจากกระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และฐานปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทวีติยาภรณ์มงกุฎ ไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับพระราชทาน ทั้งนี้ ตามข้อ ๖ และข้อ ๗ (๔) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘

ประกาศฉบับที่สี่ ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด ร้อยโทหญิง อัญชลี ฉัตรกุล ณ อยุธยา สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ ซึ่งเป็นวันที่ มีคำสั่งปลดออกจากราชการ เนื่องจากกระทำความผิดฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

ประกาศทั้งสี่ ฉบับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ส่วนประกาศฉบับที่ห้า ระบุว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ซึ่ง นายบุญเลิศ มงคล ได้รับพระราชทาน เนื่องจากถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ อันเป็นเหตุแห่ง การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๘
ประกาศ ณ วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี

นายเจะอามิง โตะตาหยง รัฐมนตรีมหาดไทย(เงา) พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็น กรณีมีการถอดยศ เรียกคืนเครื่องราชอิสริภรณ์ ที่นายกรัฐมนตรี ไม่ดำเนินการถอดยศ เรียกคืนเครื่องราชอิสริภรณ์ ทักษิณ ที่ถูกดำเนินคดี ทางกฏหมาย ว่า

ถือว่ารัฐบาลบาลนี้ ใช้กฏหมาย สองมาตราฐาน ที่เลือกใช้กฏหมาย กับบุคคลอื่น แต่กับกลุ่มคนพวกเดียวกันไม่ยอมใช้กฏหมายบังคับใช้ การใช้กฏหมายแบบเลือกปฏิบัติ อย่างนี้ไม่เรียกว่า สองมาตราฐาน แล้วจะเรียกว่าอะไร

จึงเรียกร้อง รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ฯ ต้องดำเนินการทางกฏหมายอย่างเป็นธรรมกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเป็นพวกเดียวกัน หรือพวกพ้อง